28 ธันวาคม 2552
วันที่อากาศเย็นลง
เมื่อวานฟ้ายิ่งใสกว่า
วันนี้ฟ้ามีเมฆมาก
พรุ่งนี้ฝนจะตก...
นิ้วชี้ฉันสีฟ้า
นิ้วกลางฉันสีเขียว
นิ้วหางฉันสีชมพู
นิ้วก้อยฉันสีเหลือง
นิ้วโป้งฉันสีอะไร...
ฉันได้ยินต้นไม้ร้องเพลง
เธอเห็นเป็ดน้อยวิ่งเล่นบนท้องฟ้า
ฉันฟังหาดทรายคุยกับทะเล
เราเทความรู้สึกผสมกัน...
13 ธันวาคม 2552
10 ธันวาคม 2552
Where birds don't fly
3 ธันวาคม 2552
ความเสียดายหวานๆ
ก้อนเมฆที่เคลื่อนผ่าน
ใบไม้ที่ผลิดอก พลัดใบ
ฉันหลบความงดงามไปชั่วขณะ
ลมหวานอ่อนๆพัดมากระทบใบหน้า
กระนั้นฉันก็ตระหนักได้ว่าพลาดสิ่งใด
ผีเสื้อตัวน้อยบินมาเกาะที่หัวเข่า
ฉันทำตัวแข็งเพื่อไม่ให้มันจากไป
แต่ในใจนึกอยากสัมผัสปีกสวย
เพียงกระพริบตาผีเสื้อน้อยก็จากไป
หากเพียงฉันยื่นมือออกไป
อาจสัมผัสปีกสวยได้สักหน
22 พฤศจิกายน 2552
ถึงเธอ... คนบ้า
เธอมีเนื้อที่ราว5ฟุตเป็นบ้าน
มีร่มเก่าๆ2คันเป็นผนัง
มีรั้วลวดหนามเป็นราวตากผ้า
มีเสาเล็กๆไว้เอนหลัง
เธอมีสติและมีความบ้า
บางครั้งเธอนั่งร้องไห้ ลุกขึ้นตะโกนโทษฟ้าดิน
บางทีเธอร้องเพลงตามสายลม หัวเราะกับต้นไม้ใบหญ้าที่โบกพริ้ว
จะแดดแรง ฝนตกหนัก หรือหนาวเหน็บ
ทุกคนเห็น ทุกคนได้ยิน แต่ทุกคนไม่รู้สึก
เธอว่าฉันรู้สึกมั้ย ?
7 พฤศจิกายน 2552
ถึงเธอ...ที่ปล่อยเวลาให้ว่างเปล่า
สูดอากาศลึกๆ แล้วเผชิญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าความจริง และความไม่แน่นอน
ชีวิตที่คาบเกี่ยวระหว่างความฝันกับความจริง
บางทีอาจแยกแยะได้ยาก บางคนอาจปนกันจนแยกไม่ออก
ความแตกต่างของสองสิ่ง ทำให้หลายคนสับสน
หากเรามัวรอให้สิ่งที่คาดหวังหรือวาดฝันเป็นจริง
บางทีอาจเสียเวลาเปล่า
17 ตุลาคม 2552
เธอมองเห็นอะไร
หรือเห็นเงาของฉันกันแน่...
เธอสัมผัสความรักจากฉัน
หรือรับรู้แต่เพียงรักจากตัวเธอเอง...
เธอกำลังสบตาฉัน
หรือเธอสบตาตัวเองจากเงาสะท้อนในดวงตาฉัน...
ฉันมองเห็นเพียงแต่เธอในหัวใจ
แต่ทำไมเธอถึงเห็นเพียงตัวเอง ?
12 ตุลาคม 2552
ถึงเธอ ช่วงเวลาที่ว่างเปล่า
บุรุษไปรษณีย์อาจทำโปสการ์ดจากฉันตกกลางทางหรือไม่
หรืออาจเกิดอะไรบางอย่างในชีวิตของฉัน
กันยาที่หายไปฉันใช้ชีวิตอย่างใบไม้แห้งเหี่ยวที่รอวันร่วงหล่นจากขั้วกิ่งแก่ของต้นไม้ที่กล้ากลำ
มันชั่งยาวนาน ว่างเปล่า หนาวยะเยือก คาราคาซัง ก้ำกึ่งระหว่างสองสิ่ง
ชั่งแปลกที่ฉันไม่สงสัยหรือสับสนสิ่งใดในห้วงเวลานั้น
ฉันเพียงแต่ปล่อยให้มันดำเนินความเป็นไปอย่างเชื่องช้าตามแบบที่มันต้องการจะเป็น
ความรู้สึกที่ไม่มีภาพวาดเกี่ยวกับอนาคต อดีต หรือแม้แต่ปัจจุบันเป็นสิ่งบริสุทธิ์ สวยงาม และปลอดโปร่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ ฉันอยากให้ช่วงเวลาเช่นนี้ดำเนินต่อไปยาวนานไม่สิ้นสุด แต่แน่นอนทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่เราต้องการเสมอไป ฉันตระหนักถึงมันได้แม้ในเสี้ยวเวลาว่างเปล่าเช่นนั้น
ช่วงเวลาที่ว่างเปล่าของเธอเป็นอย่างฉันหรือไม่
26 สิงหาคม 2552
ห้วงอารมณ์หนึ่งในขณะหนึ่ง
ลมเอื่อยๆทำให้ป้ายผ้าโฆษณาสะบัดพริ้วเล็กน้อย
ฉันจ้องมันเพียงไม่กี่นาที ฉันหลับตา
ถอนหายใจหนึ่งที แล้วยกมือขึ้นลูบผมหนึ่งครั้ง
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ฉันหยุดนิ่งเหมือนโดนเสียงโทรศัพท์ตรึงไว้ไม่ให้ขยับ
ไม่แม้แต่จะมองโทรศัพท์ที่กำลังเรียกให้รับสาย
ฉันแค่ปล่อยให้มันดังและดับไป
ตอนนี้ฉันไม่ว่างที่จะทำกิจกรรมใดๆกับใครทั้งนั้น
ฉันประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันบนหน้าตักและหลับตา
ฉันรู้สึกตัวชาขึ้นมาเล็กน้อย
ฉันถอนหายใจหนึ่งที และยกมือขึ้นลูบผมหนึ่งครั้ง...
23 สิงหาคม 2552
ถึงเธอ..แผ่นเสียงที่ตกร่อง
ขณะนี้เธออยู่ที่ไหนในโลก
วันนี้ฉันตื่นขึ้นมาก่อนพระอาทิตย์จะสาดแสงลอดผ่านม่านหน้าต่างห้องนอนของฉันเสียอีก
สิ่งแรกที่ฉันทำในวันนี้ถัดจากการรู้สึกตัวคือการนึกถึงเธอ
และถัดจากการนึกถึงเธอ ฉันก็คิดถึงเธอ
การคิดถึงเธอทำให้ฉันคิดถึงตัวเองในอดีต
อดีตช่วงสั้นๆในระหว่างที่ไม่มีเธอ
มันเหมือนเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่กำลังเล่นแผ่นเสียงที่เราชอบตกร่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ช่วงเวลาเช่นนั้นมันทำฉันหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
ฉันอยากแสดงออกด้วยการกระทำที่โกรธเกรี่ยว แต่ฉันก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำเช่นนั้น
เส้นทางของเธอยังอีกยาวไกลแค่ไหน เธอต้องการเวลามากเท่าไหร่กัน
โปรดอย่าลืมแผ่นเสียงที่กำลังตกร่อง
29 กรกฎาคม 2552
19 กรกฎาคม 2552
ถึงเธอ.. ชีวิตชีวา
เช้านี้ฉันส่องกระจกอย่างเคย แต่ความรู้สึกฉันต่างออกไป
ฉันรู้สึกได้ในขณะนั้นเอง ว่าฉันเหมือนซากศพที่เดินได้
เหมือนร่างเปล่าเปลือยที่ไร้จิตวิญญาณ
เหมือนหุ่นกระบอกไม้ที่เราเคยเล่นด้วยกันสมัยเด็ก
คำว่าชีวิตชีวา หรือ คำว่าสดใสร่าเริง จากฉันไปแสนนาน
ฉันคิดถึงมันราวกับคนรักที่พลัดพรากกันไกล
ฉันไม่รู้ว่าจะไปตามหาความรู้สึกเหล่านั้นได้ที่ไหน
แสงที่มืดสลัวกับพายุที่พัดกระหน่ำ ทำให้ฉันไขว้เขว้เสมอ
โชคยังดี อย่างน้อยฉันก็ยังมีความรู้สึก
ถึงมันจะเป็นความรู้สึกที่หดหู่
แต่ฉันก็ดีใจที่ยังได้รับรู้ถึงความรู้สึกนั้น
หากเธอกลับมาเมื่อไหร่ โปรดนำชีวิตชีวากลับมาฝากฉันที....
30 มิถุนายน 2552
ฉันไม่เศร้าหรือเสียใจ ฉันสิ้นหวัง...
เมื่อฉันตื่น สิ่งแรกที่รู้สึกคือความเจ็บปวดจากบาดแผลและรอยกรีดที่เกิดขึ้นโดยใบมีดเหล่านั้น
ฉันพยายามละจากความเจ็บปวด ฉันพยายามมองทุกๆอย่างที่อยู่ตรงหน้าในความมืดสลัว
ทุกสิ่งที่เห็นดูคลุมเครือ มันทำให้ฉันเกิดความกลัวโดยฉับพลัน
ฉันรู้ว่าฉันอยู่ที่ไหน ฉันอยู่ที่นี่มาแสนนาน แต่ฉันกลับไม่คุ้นเคยกับมัน
ฉันไม่แน่ใจว่า ณ ขณะนี้ ฉันอยู่บนความจริงหรือความฝัน
ฉันมีสติหรือฉันกำลังตกอยู่ในภวังค์กันแน่
สิ่งเดียวที่ฉันพอที่จะมั่นใจได้ว่ามันเกิดขึ้นจริงคือความทุกข์ ณ ปัจจุบัน
ร่างกายฉันชาและสั่นสะท้าน ความเย็นเยียบจากโซ่เหล็กหนาที่ข้อเท้าทำให้ฉันไม่สามารถขยับขาเพื่อก้าวออกจากจุดนี้ได้
ฉันหลับตา ฉันอธิษฐาน ฉันสับสน
ฉันไม่เศร้าหรือเสียใจ ฉันสิ้นหวัง...
27 มิถุนายน 2552
ถึงเธอ (ที่กำลังอยู่คนเดียว)
วันนี้ฉันไปที่โรงพยาบาล ฉันไม่ได้ป่วยหรือเป็นอะไรหรอกนะ
ฉันแค่ไปบริจาคเลือด
ในขณะที่ฉันกำลังเขียนถึงเธอ
เลือดของฉันอาจกำลังช่วยชีวิตของใครบางคนอยู่ก็ได้ จริงมั้ย ?
ฉันคิดถึงตอนที่เราไปวิ่งเล่นที่สวนสาธารณะกัน
ฉันหกล้ม หัวเข่าถลอกและเลือดไหล
ฉันจำได้ว่าฉันไม่ร้องไห้ซักแอะ
อาจเป็นเพราะเธอร้องไห้แทนฉันเสียก่อน ฮ่าๆ..
รู้มั้ยหากเธอหกล้ม หรือกำลังเสียใจ
ฉันสามารถรับรู้ได้ สิ่งที่ฉันอยากจะบอกก็คือ
เธอไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกนะ
ฉันอยู่ข้างเธอเสมอ แม้เธอจะมองไม่เห็นฉันก็ตาม...
25 มิถุนายน 2552
คำคน
18 มิถุนายน 2552
13 มิถุนายน 2552
ถึงเธอ (กับไอติมยักษ์คู่)
ไอติมยักษ์คู่ที่เธอกับฉันแบ่งกันกินเสมอ คราวนี้ฉันคงจะต้องกินมันคนเดียว
ทุกครั้งที่เราแบ่งกันคนละแท่ง ฉันรู้สึกว่ามันไม่พอสำหรับฉันเสมอ
แต่คราวนี้เมื่อไม่มีเธอมาแบ่ง ฉันกลับกินมันไม่หมด
ฉันกินไอติมยักษ์คู่ไปได้แค่ครึ่งเดียว
เพราะว่าอากาศร้อนมากบวกกับเวลาที่ฉันคิดถึงเธอระหว่างกินไอติม ทำให้ไอติมละลายเสียก่อนที่ฉันจะกินมันหมด
ปล.หากเธอกลับมาเมื่อไหร่ เราคงจะได้แบ่งไอติมยักษ์คู่กันกินอีก
6 มิถุนายน 2552
ถึงเธอ(ที่กำลังนั่งรถไฟ)
ฉันคิดว่าเธออาจกำลังนั่งรถไฟไปที่ไหนซักแห่ง
ที่ที่ฉันไม่มีวันจะหาเธอเจอ แน่นอนเธอไม่อยากให้ฉันตามหา
ฉันเข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร เธอถึงจำใจจากไปทั้งที่ไม่กล่าวลา
ฉันรู้ว่าซักวันเธอจะกลับมา
และฉันรู้ว่าเธอจะหาฉันเจอได้ที่ไหน
หากเธอยังจำวันนั้นได้อย่างที่ฉันไม่มีวันลืม
ฉันรู้เราจะได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง
ฉันอธิษฐานต่อสายลมและต้นหญ้า
ขออย่าให้เธอจากฉันนานเกินไป และขอให้เธอยังสดใสเหมือนเดิม
ในระหว่างที่เธอไม่อยู่ ฉันมีแผนที่จะเดินทางตามหาสิ่งที่ฉันต้องการอย่างแท้จริง
ฉันยังไม่รู้แน่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่ระหว่างทางฉันต้องคิดออกแน่
ฉันรู้ว่าเธอจะภาวนาให้ฉัน อวยพรให้ฉันสมหวัง
ฉันรู้ว่าฉันจะทำสำเร็จ และเธอก็เช่นกัน
31 พฤษภาคม 2552
I cant breath like normal
Cus' my heart is blowing up by your words
I cant see nothing but only your face
Cus' the blue eyes and brown hair make me cant stop to stare
My mind is gone by the touch of your lips
I cant say anything cus we still kissing,
Then i open my eyes and see you still by my side
Now i realize, it's not a dream at all
30 พฤษภาคม 2552
ถึงเธอ (ปั่นจักรยานเล่นด้วยกัน)
คงจะเสียดายแย่ถ้าไม่ได้ออกไปปั่นจักรยานเล่นที่สวนสาธารณะ
เธอสบายดีรึเปล่า หวังว่าคงจะสบายดี
ฉันคิดถึงเธอจัง โดยเฉพาะวันที่ฟ้าโปร่งเช่นวันนี้
ครั้งสุดท้ายที่เธอกับฉันไปปั่นจักรยานเล่นกันที่สวนสาธารณะ
เราหัวเราะกันแทบแย่ ตอนนั้นฉันมีความสุขมาก เพียงแต่ฉันไม่ได้เอ่ยออกมาให้เธอฟังเท่านั้นเอง
อีกไม่นานเมื่อเธอกลับมาในวันที่ฟ้าสดใส
เราจะไปปั่นจักรยานเล่นกันเหมือนอย่างเคย
29 พฤษภาคม 2552
คนกลางคืน
กลางวันเป็นอย่างไรฉันลืมมันไปแล้วหรือ
มื้อเช้ากับมื้อเย็นสลับกัน
ส่วนมื้อกลางวันกลายเป็นมื้อกลางคืน
ผิวฉันขาวซีดเหมือนกระดาษ
เหมือนคนขาดสารอาหารไม่มีผิด
กลิ่นไอแดดยามเช้าเลือนหาย
เหลือเพียงกลิ่นดอกไม้ราตรี
เหตุใดชีวิตฉันกลับตาละปัด
เหตุใดถึงเปลี่ยนผันเช่นนี้
ฉันเคยรักรุ่งเช้าเป็นชีวิตจิตใจ
บัดนี้ฉันผลักไสรุ่งอรุณไปไหนหนอ
ดวงอาทิตย์ยามเช้าที่เฝ้ารอ
เมื่อไหร่หนอฉันจะได้กลับไปสัมผัสเธอ
กลางคืนใช่ว่าจะหม่นหมอง
แต่ฉันเพียงแค่รักตะวันเช้า
ตะวันเย็นเห็นเพียงครู่ก็หลบไปนอน
เหลือไว้เพียงแต่เสี้ยวจันทร์คลองท้องฟ้า
หากฉันเปรียบเหมือนหิ่งห้อยตัวน้อย
ฉันคงจะรักกลางคืนมากกว่า
หรือฉันคือนกป่าตัวน้อย
รอคอยแต่รุ่งอรุณเพื่อออกหาอาหาร
ตะวันลับ ฉันก็เพียงแค่หลับตา
เมื่อลืมตา ตะวันเจิดจ้าก็กลับมาใหม่
22 พฤษภาคม 2552
มือปืนสาว VII
นี่คุณยังไม่ไปไหนอีกหรือนี่ !
ผมไม่ได้มาที่นี่นานมากแล้ว แต่คุณยังคงแวะเวียนมาที่นี่เช่นเคย..
ผมรู้สึกแปลกใจปนกับเบาใจนิดหน่อย หรือนี่เรียกว่า "ดีใจ" กันแน่
"ที่นี่ยังเหมือนเดิม" มีแต่ผมซินะที่ไม่เหมือนเดิม
ขอโทษครับน้อง "ผมขอไอซ์มอคค่าแก้วใหญ่"
คุณรู้อะไรมั้ย
บางครั้งกาแฟเปล่าๆก็ขมเกินไป การเติมช็อคโกแลตเข้าไปนิดหน่อยช่วยทำให้รสชาติกลมกล่อมขึ้นอย่างประหลาด
หากคุณมีโอกาส ลองซักแก้วซิ
ฤดูฝนเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่คราวนี้ชั่งแตกต่าง
ผมไม่รู้สึกเศร้าอีกแล้ว เหลือเพียงแต่กลิ่นอายของความทรงจำหอมๆ
มือปืนสาวของผม ยังคงยิงแม่นเหมือนเดิม
แต่ทุกครั้งที่เธอยิง ผมกลับไม่รู้สึกเจ็บอีกแล้ว
ทุกครั้งที่ผมถูกยิงจะมีแพทย์อาสาคอยช่วยอยู่เสมอ
แน่นอนว่าแพทย์อาสาของผมเป็นเพื่อนในออฟฟิศ
หากอยู่ไกลกว่านั้น เธอคงจะมาช่วยผมไม่ทันเป็นแน่
บางครั้งคนเราอาจต้องการความช่วยเหลืออย่างเหลือเชื่อ
โดยผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออาจไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำไป
ฝนพรำอีกแล้ว..
"โชคดีที่วันนี้ผมพกร่มมาด้วย"
16 พฤษภาคม 2552
12 พฤษภาคม 2552
มนุษย์ผู้มีความลับ
อะไรกันที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังใบหน้าอันไร้เดียงสา
คนที่รู้จัก เป็นอย่างที่เห็นหรือไม่
คนคุ้นเคยอาจกลายเป็นคนแปลกหน้าในพริบตา
มนุษย์ผู้มีความลับ
กลัวสิ่งใด เหตุใดไม่กล้าเผยตัวตน
ความลับนั้นน่ากลัวหรืออย่างไร
หรือความลับอาจทำใครเจ็บปวด
มนุษย์ผู้มีความลับ
ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
ผู้เก็บงำบางสิ่ง
ผู้ซึ่งปิดบังความจริงบางอย่าง
มนุษย์ผู้มีความลับ
คุณก็เป็นอย่างนั้นใช่หรือไม่
ทุกคนต่างซ่อนคราบสกปรกไว้
เราทุกคนไม่มีใครใสสะอาด
........
22 มีนาคม 2552
ฤดูร้อนในสวน
ในขณะนั้นผมพึ่งตระหนักถึงฤดูร้อน
ความรู้สึกแรกที่แวบเข้ามาในสมอง
คือความเบื่อหน่ายและหมดหวัง...ผมช้าไปเสียแล้ว
สวนสาธารณะแห่งนี้ไม่มีความหมายใด
ต้นไม้หรือดอกไม้ใด ไม่ได้ให้ความรื่นรมย์แก่ผม
ผมมาที่นี่ได้อย่างไร ศรัทธาหรือไรที่ผลักไสผม
ชั่งไม่รู้เวลาเอาเสียเลย...ผมมาสายไปมากแล้ว
ทันใดนั้นลมร้อนพัดมาอีกระรอก
พร้อมกับกลิ่นหอมที่คุ้นเคย
ผมหันกลับไป เร็วราวกับจิตใต้สำนึกสั่ง
นั่นทำให้ผมตกใจ นี่ผมเพ้อได้ถึงเพียงนี้
ผมเบี่ยงสายตาเพื่อเบี่ยงเบนความคิด
เก้าอี้ในสวนสาธารณะนี้มีเพียงตัวเดียวที่ว่างอยู่
อาจเป็นเพราะมันไม่มีคู่
ดังเช่นที่ผมยืนอยู่เพียงคนเดียว
พักขาเสียบ้างคงจะดี
หากฝืนไปมากกว่านี้ ก็คงไม่มีความหมาย
นั่งอยู่ตรงนี้ รอเพียงฤดูหนาวหวนกลับมาใหม่
ดอกซากุระจะเบ่งบานยวนใจให้เธอกลับมาที่สวนแห่งนี้อีกหน
17 กุมภาพันธ์ 2552
เรียน ท่านผู้มีอุปการะคุณโปรดทราบ
เรารู้สึกเป็นเกียรติที่คุณตัดสินใจซื้อหนังสือทำมือซึ่งถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ทางความคิดและจิตใจของผู้เขียน
เราขอบคุณที่คุณช่วยสนับสนุนความฝันของเรา
หากไม่รังเกียจ หากคุณอยากตำหนิหรือกล่าวชมหนังสือทำมือของเรา
สามารถส่งข้อความหรือจดหมายมาได้ที่ inzine_out@hotmail.com
หรืออยากพูดคุยกันประโยคต่อประโยคก็แอดเอ็มเอสเอ็นมาได้เลยค่ะ
"Reality can destroy the dream;why shouldn't the dream destroy reality?"
-George Moore-
2 กุมภาพันธ์ 2552
บทสาธยายซ้ำซาก
กับแสงแดดอ่อนๆที่ลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านสีครีมลายดอก
เสียงโทรทัศน์ที่ดังมาจากชั้นล่างเป็นเสียงผู้ประกาศข่าวกำลังทำหน้าที่ของตน
ฉันลืมตาซึมซับแสงอ่อนๆยามเช้า สูดอากาศเพื่อรับรู้ถึงวันใหม่
ฟังเสียงสนธนาเบาๆที่ลอดผ่านช่องประตูห้องนอน
และตระหนักถึงความซ้ำซากจำเจของตัวเอง
กิจกรรมที่ปฏิบัติเช่นเดิมอยู่ทุกวันบีบรัดจนฉันรู้สึกอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ
ฉันพยายามปรับทัศนคติให้เข้ากับชีวิตประจำวันที่เป็นอยู่
พยายามหาข้ออ้างให้กับตัวเองเพื่อที่จะได้รู้สึกดีขึ้นบ้าง
ฉันรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนไป ฉันตระหนักได้ว่าตัวฉันไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว
ความเป็นตัวตน เอกลักษณ์ทางความคิดและจิตใจแตกต่างจากเมื่อก่อนมากนัก
ฉันไม่รู้ว่าจะสามารถเรียกฉันคนเดิมกลับมาได้รึเปล่า มันคงไม่สำคัญเท่าไหร่นัก
และอันที่จริงฉันคิดว่าเราทุกคนก็ไม่สามารถที่จะกลับไปเป็นคนเดิมได้
ชีวิตใครกันเล่าที่จะสามารถถอยหลังกลับไปเป็นเช่นวันเก่า
อย่างน้อยก็ทางความคิดซึ่งไม่มีวันเหมือนเดิม
ชีวิตของฉันคนเดิมก็ไม่ได้ดีเด่อะไร
แต่ชีวิตที่กำลังดำรงอยู่นั้นเข้าขั้นว่าต้องใช้ความอดทนอย่างมาก
ในบางครั้งฉันคิดว่าฉันกำลังก้าวเดินไปข้างหน้า
แต่ต่อมากลับพบว่าฉันยังยืนอยู่ที่เดิม
แน่นอนว่าทุกวินาทีกำลังเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง
ฉันก็หวังว่าชีวิตฉันกำลังเปลี่ยนแปลง
อย่างน้อยความคิดของฉัน ณ ห้วงเวลานี้ก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว
14 มกราคม 2552
สติ สตางค์ ฉาก : 7
เวลา : พระอาทิตย์กำลังทำงานอย่างขมักเขม้น...
..............................................
" วันที่จับมือกัน เธอกับฉันน่ะลืมบ้างไหมว่าเมื่อไหร่
จำอะไรได้บ้างไหม ว่าสุดท้ายอะไรที่ทำให้ได้พบกัน
แล้วใครรักใครก่อน ไม่รู้ว่าเรารักกันเมื่อไหร่... "
สไมล์ : ฮัลโหล สตางค์!! ตื่นยังเนี้ย ?
สตางค์ : อื้มม ตื่นแล้ว ตื่นตั้งนานแล้ว
สไมล์ : แล้วอยู่ไหนเนี้ย ?
สตางค์ : อ๋อ เราออกมาเช่าหนังอะ อยู่ร้านไดมอนด์ไง
สไมล์ : อืมม เช่าเรื่องไรอะ ?
สตางค์ : ยังไม่รู้ กำลังดูๆอยู่ เลือกไม่ถูก
สไมล์ : Into the wild ดูยัง ? เค้าพึ่งดูเมื่อคืนชอบมากเลย
สตางค์ : หรอๆ เดี๋ยวถามเด็กเฝ้าร้านดู
สไมล์ : สตางค์ลืมอะไรรึป่าววันนี้ ?
สตางค์ : อะไรอะ จำไม่ได้..
สไมล์ : ก็เมื่อคืนสตางค์บอกให้เตือนว่าวันนี้วันเกิดสติไง จำไม่ได้หรอ !!
สตางค์ : เออใช่ ลืมไปเลย ฮ่าๆ มีแฟนก็ดีหยั่งงี้แหละ เอิ๊กๆ..
สไมล์ : ชิ เราดีแค่นี้เหรอ !!
สตางค์ : เฮ้ยยยย เราแค่แซวเล่นนะ อย่าจริงจังดิ
สไมล์ : ฮ่าๆๆ รู้หรอกน่า รีบโทรไปแฮปเถอะ เดี๋ยวก็ลืมอีก
สตางค์ : โอเคๆ งั้นเดี๋ยวโทรหา บ๊ายบายคร้าบบ
สไมล์ : บ๊ายบายค่ะ
"วันนี้ไม่มีมองไปไม่เจอ ความเหงามาเคาะประตูแล้วหรอ อยู่ๆวันนี้ทำไมมันแปลกไป เปลี่ยนไปทุกอย่าง จากเมื่อวาน... "
สติ : ฮัลโหล.. สลิ่มว่าไง ?
สลิ่ม : แฮปปี้วันเกิด ฮ่าๆ
สติ : อืมๆ ขอบใจ
สลิ่ม : วันเกิดเป็นไง รู้สึกไงมั่ง โตขึ้นอีกปี
สติ : ก็ไม่นะ จริงๆแล้วเราก็โตขึ้นทุกวันกันทุกคนไม่ใช่เหรอ
สลิ่ม : ฮ่าๆ เออ ก็จริง แล้วจะกลับมอเมื่อไหร่ ?
สติ : ไม่รู้อะ ยังไม่ได้คิด อาจเย็นนี้ ไม่ก็พรุ่งนี้ ทำไมเหรอ ?
สลิ่ม : ก็เพื่อนๆรอแกกลับมาเลี้ยงอยู่ไง ฮ่าๆๆ
สติ : ฮ่าๆ ได้ กล้วยปิ้งคนละอันพอมั้ย
สลิ่ม : ฮ่าๆๆ
สติ : โอเคสลิ่ม ไว้ค่อยเจอกัน เดี๋ยวจะไปเช่าการ์ตูนมาอ่าน
สลิ่ม : โอเค สุขขีสุขโขนะเพื่อน หวัดดี!
สติ : เออ หวัดเด!
...เวลาผ่านไปไวเท่ากะพริบตา3ที...
สตางค์ : เฮ้ย ! สติ !!
สติ : อ้าว ! สตางค์ !!
สตางค์ : กลับมาเมื่อไหร่เนี้ยะ
สติ : 3วันที่แล้ว มึงอะ
สตางค์ : 3วันก่อนเหมือนกัน เป็ฯไงมึง กูว่าจะโทรไปแฮปปี้วันเกิดมึงพอดี ตายยากนะมึง ฮ่าๆๆ
สติ : ฮ่าๆ แน่นอน มึงมาทำไรที่ไดมอนด์เนี้ยะ
สตางค์ : กูก็มาเช่าหนังดิ มึงจะให้กูมาทำไรที่ร้านเช่าหนัง
สติ : อ้าว กูก็ถามดู ที่นี่เค้ามีให้เช่าการ์ตูนด้วยไง
สตางค์ : มึงมาเช่าการ์ตูนเหรอ
สติ : เออ กูมาเช่าที่นี่บ่อย แล้วมึงกลับวันไหนเนี้ยะ
สตางค์ : อีก2วันก็กลับแล้ว กูกลับมาเฝ้าร้านแทนป๊ากะแม่
สติ : อ๋อออ คืนนี้มึงว่างมั้ยเนี้ยะ ?
สตางค์ : จะชวนไปไหน ?
สติ : ก็แถวนี้แหละ ไปฉลองวันเกิดเป็นเพื่อนกูหน่อย
สตางค์ : ฮ่าๆ โอเค ได้ๆ กี่โมง ให้กูไปรับป่าว
สติ : เออดี 4ทุ่มละกัน
สตางค์ : แล้วมีใครไปอีกป่าววะ
สติ : ไม่มี กูไม่รู้ว่าใครกลับมามั่ง ทำไมเหรอ
สตางค์ : ไปกัน2คน เกย์ฉิบ_ _ย !!
สติ : งั้นเอาไงหล่ะ ?
สตางค์ : เกย์ก็เกย์เว้ย เพื่อมึง ฮ่าๆๆ
สติ : ฮ่าๆ เออ
สตางค์ : งั้นเดี๋ยวกูกลับก่อน 4ทุ่มเดี๋ยวกูไปรับ
สติ : เออ โอเค 4ทุ่ม เจอกันเว้ย !!
..... ... ..........................
" Beck เล่มใหม่ออกแล้วนะน้อง อ่านยัง ! วางอยู่ตรงนู้นนะ.. "
" มันเล่น Devil's way ยังพี่ ? "
" อ่านเองดิ!! "
3 มกราคม 2552
ต้องเริ่ม
รอโอกาส หรือช่วงเวลาที่จะมากระตุ้นให้เราเริ่ม
เริ่มในสิ่งที่เราอยากทำแต่ยังติดกับคำว่า กลัว
ชีวิตที่ราบเรียบ ไม่ตื่นเต้น ไร้การผจญภัย เป็นชีวิตที่น่ากลัว
มันทำให้เราด้านชา เฉยเมยต่อสิ่งที่เรียกว่าความฝัน
และการจะหลุดออกมาจากชีวิตที่ราบเรียบนั้นก็ไม่ง่ายเลย
ชีวิตยิ่งราบเรียบมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
มันทำให้เราลืม มันกลืนกินพื้นที่ของเราทีละน้อย โดยที่เราไม่อาจรู้ตัว
บางคนอาจลืมจนหมด ถูกกลืนกินจนสิ้นซาก
บางคนเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็หาพื้นที่ของตัวเองไม่เจอเสียแล้ว
ในเวลาที่โอกาสมาถึง และเรายังไม่ลืมสิ่งที่ฝัน เราควรจะเริ่มจัดการกับมันเสียที
เราไม่อาจรู้ว่าโอกาสหน้าจะมาเมื่อไหร่ หรือจะมีอีกมั้ย เราไม่มีทางรู้
เราควรจะตระหนักว่าโอกาสในครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต
การเริ่มต้นอาจทำให้ความฝันเป็นจริง หรืออย่างน้อยก็กระเตื้องเข้าใกล้มันมากขึ้น
หรือร้ายสุดเราก็อยู่ที่เดิม










